วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

หุงข้าวอย่างไงไม่ให้บูด


หุงข้าวยังไงไม่ให้บูด++เป็นวิทยาทาน

- วันนี้แม่บ้านคนไหนที่มีเรื่องกังวลใจหรือกลุ้มใจในเรื่องของหุงข้าวไม่ทันไรข้าวก็บูดเสียแล้ว ซึ่งหลายคนนั้นคิดว่าการที่เราเคยทิ้งข้าวให้บูดคาหม้อครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งต่อไปข้าวที่คุณนั้นหุงอีกก็อยู่ได้ไม่นานแล้วจะบูดอีก ซึ่งความคิดนี้เป็นความจริง และเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะมีเชื้อสปอร์ของจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารบูดเสียตกค้างอยู่ในหม้อหุงข้าว แม้ว่าเรานำหม้อมาล้างด้วยน้ำยาล้างจานสูตรฆ่าเชื้อจุลินทรีย์เป็นอย่างดีแล้วก็ตาม เชื้อจุลินทรีย์เล่านี้ก็ถูกขจัดออกไปไม่หมด และวันนี้ผู้เขียนมีเคล็ดลับ หุงข้าวยังไงไม่ให้บูด มาฝาก
- วิธีที่ 1 ใส่น้ำส้มสายชูลงไป 1 ช้อนชา แล้วกดหุงตามปกติ ที่ทดลองก็หุงข้าว 2 ถ้วย รสชาติก็ไม่มีอะไรแปลกไป ไม่มีรสเปรี้ยว ข้าวจะอยู่ในอุณหภูมิห้องได้ 4-5 วัน โดยที่ไม่มีกลิ่น ไม่แฉะ ไม่บูด
- วิธีที่ 2 นำหม้อที่บูดใส่เกลือ ที่อยู่ในครัว นำมาใส่ในหม้อผสม แล้วทิ้งไว้ประมาณ1-2 ชม.เสร็จแล้ว แล้วล้างหม้อให้สะอาด นำไปหุงเหมือนเดิม ครั้งต่อไป จะล้างหม้อใส่เกลือผสมกับน้ำล้างตามปกติ ประมาณ 2-3 ครั้ง หม้อที่บูดก็จะหายบูด
- วิธีที่ 3 ให้ทำความสะอาดหม้อหุงข้าวด้วยน้ำยาล้างจาน และน้ำสะอาดตามวิธีปกติก่อน 1 ครั้ง จากนั้นเติมน้ำเปล่าลงในหม้อหุงข้าวประมาณ 2 ถ้วยตวง และกดปุ่ม Cook เป็นระยะเวลานาน 15 นาที (สำหรับหม้อหุงข้าวขนาดครัวเรือน) จะสามารถช่วยทำลายเชื้อจุลินทรีย์ที่ตกค้างอยู่ได้ และช่วยแก้ปัญหาข้าวบูดเสียง่ายกว่าปกติ —

การเลี้ยงกบเสริมรายได้




ประวัติความเป็นมา

 อาชีพเลี้ยงกบเป็นอาชีพหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี ชาวบ้านร้านค้าตลาดมีความต้องการสูง ราคาซื้อขายมีผันผวนเท่าไรนัก กบขนาด 5-7 ตัว/กก. ราคาเฉลี่ยอยู่ที่เกือบ  100 บาท สามารถเลี้ยงเพื่อจำหน่ายได้ตั้งแต่ลูกอ๊อด ลูกกบ กบรุ่น กบชุน และกบพันธ์
เกษตรกร ผู้มีความชำนาญในด้าน ประกอบอาชีพเลี้ยงกับมาเป็นเวลานับ 10 ปี  แรกเริ่มดินที่นั้นประกอบอาชีพทำนาเป็นหลักแต่ดินฟ้าอากาศและพื้นที่ทำนาไม่เอื้ออำนวยนัก จึงประสบปัญหาขาดทุน จึงไก้คิดหารายได้เพิ่มเติม โยการทดลองนำลูกกบมาเลี้ยง เริ่มต้นเลี้ยงที่ละน้อยๆ และได้ขยายปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนปัจจุบันกลายเป็นฟาร์มกบขนาดใหญ่
                สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงในการเลี้ยงกบ คือ “สายพันธ์กบ” ควรเลือกสายพันธุ์ที่ตลาดในชุมชนต้องการบริโภค(กรณีเลี้ยงไม่มานักเลี้ยงเพื่อจำหน่ายในชุมชน) ลำดับต่อมาคือ  การคัดเลือกพ่อ-แม่พันธุ์กบซึ่งโดยทั่วไปนั้นขนาดที่เหมาะสมสำหรับการผสมพันธุ์คือ มีน้ำหนัก 300-700กรัม อายุประมาณ 12-16 เดือนขึ้นไป  โดยกบขนาดนี้จะมีไข่แก่และน้ำเชื้อคุณภาพดี
การเลี้ยงกบเพื่อการค้า
                การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์กบ กบที่เหมาะจะนำมาทำพ่อพันธุ์แม่พันธุ์กบที่ดีควรมีลักษณะดังนี้
-           มีสภาพสมบูรณ์ในระบบการผสมพันธุ์
-           มีอัตราการเติบโตปกติสม่ำเสมอ
-           เลี้ยงบำรุงด้วยอาหารอย่างดี
-           ไม่ควรให้กบได้รับการกระทบกระเทือนที่รุนแรง
-           กบต้องไม่มีบาดแผลตามลำตัว ไม่มีโรคและพยาธิเบียกเบียน
-           มีรูปร่างสมส่วนตามสายพันธุ์
-           มีอายุถึงขั้นสมบูรณ์เพศ
 การเตรียมบ่อ
             บ่อเลี้ยงกบควรจะสร้างด้วยคอนกรีต หรือวัสดุอื่นๆ ที่มีความแข็งแรงพอสมควร สามารถป้องกันไม่ให้กบหนี และป้องกันศัตรูจากภายนอกไม่ให้เข้าไปทำลายกบได้ การสร้างบ่อเลี้ยงกบด้วยคอนกรีตนั้น หลังจากการสร้างบ่อเสร็จน้าในบ่อจะต้องมีสภาพเป็นด่างมากยังไม่เหมาะที่จะใช้เลี้ยงกบไห้แกไขโดยใช้สารสมหลัก 1 กิโลกรัมต่อบ่อ 1 ลูกบาศก์เมตร แช่ทิ้งไว้ 3-4 วัน จึงถ่ายน้ำทิ้งแล้วขัดให้สะอาดด้วยแปรง ตากบ่อให้แห้งเติมน้ำใหม่ลงไปก็เริ่มใช้เลี้ยงกบได้
               
เทคนิคการผสมพันธุ์กบ
-การผสมพันธุ์กบ ทำได้โดยการแยกเลี้ยงพ่อและแม่พันธุ์กบ เมื่อต้องการจะเพาะก็คัดพ่อพันธุ์ที่มีน้ำเชื้อดีและแม่พันธุ์ที่ไข่แก่ลงบ่อเพาะที่เตรียมไว้ กบพันธุ์วางไข่ในคือแรกหรือคืนที่ 2
-ถ้ากบไม่วางไข่จะต้องเปลี่ยนน้ำใหม่ กบอาจผสมพันธุ์วางไขได้ แต่ถ้ากบยังไม่วางไขก็ให้เปลี่ยนพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ใหม่
-กบจะทำการผสมพันธุ์และวางไขในช่วงเวลาประมาณ 04.00-06.00 น. เมื่อเห็นว่ากบออกไข่แล้วให้นำพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ออกจากบ่อ เพื่อป้องกันไม่ให้แพไข่แตก  และ กบกิจไข่ของมันเอง
การอนุบาลลูกกบระยะแรก
           หลังจากไข่กบฟักออกมาเป็นตัวแล้วลูกกบจะมีลักษณะเหมือนลูกปลาให้รีบช้อนลูกกบมาปล่อยลงเลี้ยงในบ่ออนุบาลระยะแรกก่อนที่ถุงไข่แดงที่ติดมากับตัวลูกกบจะยุบหมด สำหรับจำนวนลูกกบที่จะปล่อยนั้นประมาณ 2,000 ตัวต่อตารางเมตร  การให้อาหาร ได้แก่ไรแดงและอาหารปลาอย่างผงหรือไข่แดง ซึ่งควรเตรียมไว้ก่อนในบ่อ พอถุงไข่แดงยุบลูกกบก็สามารถกินอาหารได้เลย ไข่กบฟักออกเป็นตัวอ่อนแล้ว ช่วง 2 วันแรกไม่ต้องให้อาหารเพราะลูกอ๊อดยังใช้ไข่แดงถุงไข่ที่ติดมาตั้งแต่เป็นไข่ หลังจากนั้นจึงเริ่มให้อาหารเม็ดสำหรับลูกกบวันละ 1 ครั้ง ครั้งละประมาณ 1 กำมือหรืออาจให้ไข่แดงบดเป็นอาหารวันละ2-3 ฟองต่อลูกอ๊อด 1 ครอก เมื่อลูกอ๊อดมรอายุ 20-30 วัน หางหดหายไปกลายเป็นลูกกบเต็มวัย ในช่วงนั้นควรจะย้ายมาเลี้ยงในกระชัง โดยไส้ไม้น้ำ เช่น ผักบุง ให้เป็นที่ยึดเกาะและพักอาศัยของลูกกบ
                                ลูกอ๊อดจะโตเต็มวัยไม่พร้อมกัน อาจมีการกัดกันจนเกิดแผลทำให้ลุกกลตายได้  ดังนั้น ผู้เลี้ยงต้องทำการคัดลูกกบขนาดตัวยาวประมาณ   2-3  เซนติเมตร ไปเลี้ยงในกระชังๆ ละ 1000-2000 ตัว
                การเจริญเติบโตของลูกกบ กลังจากฟักออกจากไข่ประมาณ1-2 อาทิตย์ จะมีขาหลัง 2 ขาโผล่ออกมาจากส่วนท้ายของลำตัวบริเวณโคนขา เมื่อขาหลังเจริญเต็มที่ก็จะขาหน้าโผล่ออกมาอีกทั้ง 2 ข้างของช่องเหงือกทางด้านหน้าลำตัว หางจำเริ่มหดสั้นลง ปากจะเริ่มสมบูรณ์ขึ้น  สามารถขึ้นกินอาหารได้เช่นเดียวกับกบตัวโตซึ่งระยะเวลาในการเจริญเติมโตนี้จะแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ แต่โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ20-30 วัน จากลูกอ๊อดมาเป็นลูกเล็ก ลูกกบที่มีขาสมบูรณ์ จะเริ่มกินอาหารที่เคลื่อนไหวได้ เช่น ลูกกุ้ง ลูกปลา  หนอหแมลงขนาดเล็ก แต่ถ้าไม่สามรถหาหารดังกล่าวได้ก็ให้อาหารพวกเครื่องในสับ เศษปลาสับหรือให้อาหารผสมด้วยโดยค่อยๆ หัดให้ลูกกบกินและควรหัดให้ลูกกบกินอาหารที่หาได้ง่ายและมีปริมาณที่แน่นอน คือ อาหารเม็ด อาหารที่ให้จะทำให้น้ำเสีย ควรเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ เพื่อป้องกันน้ำเสีย การรักษาคุณภาพของน้ำให้ดีอยู่เสมอ จะมีส่วนให้กบมีสุขภาพสมบูรณ์ ลูกกบระยะ 2 นี้ เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อเลี้ยงได้ประมาณ 1 เดือน ควรคัดกบที่มีขนาดโตกว่านำไปเลี้ยงในบ่อเลี่ยงได้ เพราะลูกกบมีขนาดต่างกันหรือมีปริมาณหนาแน่นเกินไปก็จะกัดกันเอง
               
การดูแลและจัดการลุกกบจนถึงกบโตเต็มวัย
                ทำการคัดลุกกบอายุ 1 เดือน นำไปเลี้ยงในบ่อที่เตรียมไว้ทำแพไม้ไว้ด้านในบ่อ เพื่อให้กบขึ้นไปอาศัย และหลบซ่อนตัวเวลากลางวัน
                ช่วงที่คัดลูกกบลงบ่อซีเมนต์ใหม่ๆ นี้ ให้ใช้อาหารปลาดุกเล็ก เมื่อกบโตขึ้นจึงค่อยให้อาหารเม็ดสำหรับเลี้ยงกบโต หรืออาหารปลาดุกโต การให้อาหารจะให้วันละ 2 ครั้ง เข้า-เย็น ในอัตรา 3% ของน้ำหนักตังกบ เช่น ถ้ากบในบ่อขนาดด้ำหนัก 100 กิโลกรัมก็ให้อาหารวันละ 3 กิโลกรัม
การจับ/การจำหน่าย
                การเลี้ยงกบจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือนก็สามารถจับเพื่อขายเป็นกบเนื้อ ก่อนจะจับกบไปจำหน่ายควรให้กบอดอาหารจะสามารถช่วยลดอัตราการตายลงได้มากขึ้น ราคาจำหน่ายประมาณ 60-100 บาท/กิโลกรัม
การทำอาหารกบใช้เอง
การเลี้ยงกบในปัจจุบัน อาหารปลาที่จะนำมาเลี้ยงกบนั้นมีราคาสูงมาก แต่ผลผลิตที่นำไปขายในท้องตลาดได้กลับมีราคาที่ไม่ค่อยจะดีนัก  ไม่คุ้มเหนื่อย จึงเป็นเหตุให้เกษตรกรยุคใหม่ที่มีหัวก้าวหน้าหลายๆท่านหันมาทำอาหารกบเพื่อใช้เอง เป็นการลดต้นทุนในการเลี้ยงอีกด้วย
     สูตรการทำอาหารกบ แบ่งออกเป็น 2 ช่วง
ช่วงที่เป็นลูกอ๋ออด ส่วนผสมมีเพียง รำอ่อนและไข่ไก่ จำนวนขึ้นอย่ากับความต้องการ วิธีทำ   นำไข่ดิบมาตีในน้ำอุ่น แล้วเอารำอ่อนมาผสมกับไข่ที่ต้มแล้ว คลุกเคล้าให้เข้ากัน นำไปเลี้ยงลูกอ๊อดของกบได้เลย
 ช่วงกบโต  ส่วนผสมก็มี ไส้เดือนสด  หอยเชอรี่ รำอ่อน และกล้วยน้ำหว้าสุก
วิธีทำ   นำไส้เดือนมาสับพอละเอียด  นำหอยเชอรี่มาต้มแล้วแกะออก มาสับให้ละเอียดอีกเช่นกัน นำมาผสมทุกอย่างมาปั่นให้ละเอียดแล้วปั่นเป็นก้อน โยนให้กบกินได้เลย

การเพาะเห็ดนางฟ้าเพื่อเสริมอาชีพ

                                                  หลักสูตรการเพาะเห็ดนางฟ้า   
 ความเป็นมา
ชื่อของเห็ดนางฟ้า เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นในไทยครั้งแรก คนบางคนเรียน  เห็ดแขก   เนื่องจากมีผู้พบเห็นเห็ดนี้ครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย พบขึ้นตามธรรมชาติบนตอไม้เนื้ออ่อนที่กำลังผุ  ต่อมา ทางกองวิจัยโรคพืช”กรมวิชาการเกษตร” เป็นผู้นำเชื้อเห็ดเข้ามาประเทศไทยเพื่อทดลองเพาะดู ปรากฏว่าสามารถเจริญได้ดีอีกพันธ์หนึ่ง เป็นเห็ดที่มีผู้นำเข้ามาจากประเทศภูฎานมาเผยแพร่แก่เกษตรกรไทย ได้มีการเรียกชื่อเห็ดนี้ว่า” เห็ดนางฟ้า” ภูฎาน  มีหลายสายพันธ์ซึ่งชองอุณหภูมิที่แตกต่างกัน บางพันธ์ออกไดดีในฤดูร้อน บ้างพันธุ์ออกได้ดีในฤดูหนาว เป็นที่นิยมมาเพาะเป็นการค้ากันมาก

                ลักษณะของดอกเห็ดนางฟ้า มีลักษณะคล้ายกับดอกเห็ดเป๋าฮื้อและดอกเห็ดนางลม เมื่อเปรียบเทียบกับเห็ดเป๋าฮื้อ ดอกเห็ดนางฟ้าสีจะอ่อนกว่า และมีครีบอยู่ชิดกันมากกว่า เห็ดนางฟ้าสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้หลายวัน เช่นเดี่ยวกับเห็ดเป๋าฮื้อ เนื่องจากเห็ดชนิดนี้ไม่มีการย่อตัวเหมือนกับเห็ดนางรม ด้านบนของดอกจะมีสี่นวลๆ ถึงสีน้ำตาลอ่อน ในอินเดียดอกเห็ด มีขนาดตั้งแต่ 5-14 เซ็นติเมตร และจะมีน้ำหนักอยู่ระหว่าง 30-120 กรัม เห็ดนางฟ้ามีรสชาติอร่อย เวลานำไปปรุงอาหารจะมีกลิ่นชวนรับประทาน เห็ดชนิดนี้สามารถนำไปตากแห้ง เก็บไว้เป็นอาหารได้ เมื่อจะนำเห็ดมาปรุงอาหาร ก็นำไปแช่น้ำเห็ดจะคืนรูปเดิมได้

 ขั้นตอนการเพราะเห็ด
การเพาะเห็ดนางฟ้ามีระบบการผลิตแยกชัดเจนได้เป็น 4 ขั้นตอนด้วยกันคือ...
ขั้นที่1 การผลิตเชื้อวุ้น
ขั้นที่ 2 การทำหัวเชื้อเห็ด
ขั้นที่ 3 การผลิตเชื้อถุงหรือก้อนเห็ด
ขั้นที่ 4 การเพาะให้เกิดเป็นดอก
การลงทุนจะมากในสามขั้นตอนแรก ส่วนขั้นที่ 4 คือการผลิตดอกเห็ด จำทำขนาดเล็กใหญ่เท่าใดก็ได้ ไม่ต้องลงทุนมากหรือจะดัดแปลงจากโรงเรือนอื่นที่มีอยู่แล้ว และในขั้นตอนนี้ ผู้ที่ต้องการเพาะจะทำครบทุกขั้นตอนเลยก็ได้หรืออาจจะทำเป็นบางขั้นตอน เช่น จะทำเฉพาะหัวเชื้อเห็ด โดยการนำก้อนเชื้อที่ทำสำเร็จรูปแบบแล้วมาเปิดออก รดน้ำให้เกิดดอกเห็ดเลยก็ได้ ซึ้งระบบการตั้งฟาร์มเห็ด ได้รับการแนะนำให้ทำเป็นขั้นๆ ดังต่อไปนี้
 วงจรชีวิตของเห็ดนางฟ้า
  วงจรชีวิตของเห็ดนางฟ้าก็เป็นแบบเห็ดที่ขึ้นบนไม่ผุๆทั่วไป คือมีชีวิตอยู่ข้ามฤดูอัตคัด ด้วยคลามีโดสปอร์ในท่อนไม้ พอถึงฤดู ชุ่มชื่นก็งอกออกมาเป็นเส้นใย แล้วสร้างดอกเห็ดขึ้น ปล่อยสปอร์ลอยไป สปอร์งอกเป็นเส้นใยแล้วเจริญไปบนอาหารจนสร้างดอกเห็ดอีก วนเวียนไปอย่างนี้เรื่อยไป
            เห็ดนางฟ้าเติบโตดีที่ PH.5-5.2 คือเป็นกรดเล็กน้อยอุณหภูมิที่เหมาระมากต่อเส้นใยคือ 32 องศาเซลเซียล และสร้างดอกเห็ดได้ดีที่ 25 องศาเซลเซียล เส้นใยสีขาวจัด มีความสามารถเชื่อมต่อเส้น ใยได้ดี นำตาลในแง่ของอาหารคาร์โบไฮเดรตได้ดีกว่าพวกโพลีแซคคาไรค์  หรืออหารซับซ้อน
 การขยายพันธุ์ของเห็ดนางฟ้า
  -ดอกเห็ดนางฟ้าเมื่อโตเต็มที่จะสร้างสปอร์บริเวณครีบ โยการปล่อยสปอร์เมื่อแก่ออกเป็นระยะ
-เมื่อดอกเห็ดปล่อยสปอร์ออกมาแล้ว สปอร์ก็จะค่อยๆปลิวไปตามกระแสลม
- เมื่อสปอร์ปลิวไปตกในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ก็จะงอกออกมาเป็นเส้นใยขั้นมี 1 นิวเคลียส
-เส้นใยขั้นมี่ 1 เมื่อเจริญเต็มที่แล้ว ก็จะมารวมตัวกัน ซึ่งอาจมาจากต่างสปอร์กัน การรวมตัวของเส้นใยขั้นที่ 1 จะเป็นการเชื่อมกันแล้วถ่ายทอดนิวเคลียสมาอยู่ในเซลส์เดียวกัน กลายเป็นสันใยขั้นที่ 2-หลังจากเส้นใยขั้นที่ 1 รวมตัวกันเป็นเส้นใยขั้นที่ 2 แล้วก็จะเจริญเติบโตและสร้างเส้นใยเห็ดแทนเส้นใยที่ 1 อย่างรวดเร็วบนอาหาร
-เมื่อเส้นใยขั้นที่ 2เจริญบนอาหารและเติบโตเต็มที่แล้วจะสะสมอาหารและรวมตัวกันอีกครั้งหนึ่งเพื่อสร้างดอกเห็ดต่อไป
-ดอกเห็ดนางฟ้าที่เกิดจากการรวมตัวของเส้นใยเห็ดขั้นที่ 2
 อุปกรณ์เพาะเห็ดนางฟ้า
-วัสดุเพาะ เช่น ขี้เลื่อยไม้ยางพารา อาหารเสริม
-แม่เชื้อเห็ดชนิดที่ต้องการ
-ถุงพลาสติกทนร้อนขนาด 63/4*12 ½ หรื 8*12 นิ้ว
-คอขวดพลาสติกเส้นผ่าศูนย์กลาง 1  ½ นิ้ว
-สำลี ยางรัด
-ลังถังนึ่งไม่อัดความดัน หรือหม้อนึ่งความดัน
-โรงเรือนหรือที่บ่มเส้นใย
 การเตรียมวัสดุเพาะจากขี้เลื่อยไม่ยางพารา
โยมากจะใช้ขี้เลื่อยไม่ยางพารา หรือขี้เลื่อยไม้เบญจพรรณหรือใช้ฟางข้าวก็ได้ ตามฟาร์มเห็ดทั่วไปแล้วเพื่อความสะดวกในการหมักและผสมวัสดุจึงนิยมใช้ขี้เลื่อยไม่ยางพารา ซึ่งเป็นขี้เลื่อยไม้เนื้ออ่อนและมรสารอาหารที่มีคุณค่าในการเพาะเห็ดมาก
 อัตราส่วนในการผสมวัสดุเพาะเห็ดนางฟ้าๆ
สูตรที่ 1
ขี้เลื่อย10 กก. ,รำละเอียด  6 กก.,ปูนขาว  1 กก.,ดีเกลือ   0.2 กก.,ยิปซัม   0.2 กก. ,น้ำสะอาด  60 - 70
สูตรที่ 2
ขี้เลื่อยไม้ยางพาราแห้ง  100   กก.,รำละเอียด  5 กก.,ปูนขาว 1   กก,.ดีเกลือ  0.2 กก., ยิปซัม  0.2 กก.
* ปรับความชื้นของวัสดุพุเพาะประมาณ  60-65
วัสดุทั้งหมดนี้สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อความเหมาะสมได้เมื่อชั่ง  หรือตวงวัสดุทั้งหมดแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน และหมั่นตรวจดูความชื้นบ่อยๆ เพื่อไม่ให้วัสดุเปียกแฉะจนเกินไป ซึ่งจำทำให้มีผลในการทำให้เชื้อเห็ดไม้เดิน
 การเตรียมวัสดุเพาะ
            เอาส่วยผสมดังกล่าวข้างต้น ผสมให้เข้ากันด้วยมือหรือเครื่องผสมแล้วปรับความชื้น 60-65โดยเติบน้ำพอประมาณ ใช้มือกำขี้เลื่อยบีบให้แน่น  ถ้ามีน้ำซึมที่ง่ามมือนั่นแสดงว่าเปียกเกินไป(ให้เติบขี้เลื่อยแห้งเพิ่ม) ถ้าไม่มีน้ำซึมให้แบมือออก ขี้เลื่อยจะรวมกันเป็นก้อนแล้วแตกออก 2-3 ส่วน ถือว่าใช้ได้แต่ถ้าแบมือแล้วขี้เลื่อยไม่รวมตัวเป็นก้อน แสดงว่าแห้งไปให้เติมน้ำได้อีกเล็กน้อย
ลักษณะเชื้อเห็ดที่ดี ต้องไม่มีเชื้อราอื่นๆเจือปน เช่น ราดำ  ราเขียว  ราส้ม  ปนเปื้อนอยู่ในขวดเชื้อนั้น เพราะจะทำให้ถุงเพาะเชื้อเห็ดติดโรคราอื่นได้ โดยสังเกตเส้นใยของเชื้อเห็ดจะมีเส้นใยสีขาวและเดินขวดเพาะเชื้อ
  การเพาะเชื้อเห็ด
            บรรจุขี้เลื่อยใส่ถุงพลาสติกทนร้อน น้ำหนัก 8-10 ขีด กระแทกกับพื้นเบาๆ พอประมาณ และทุบให้แน่นพอประมาณ 2 ใน3 ของถุง ใส่คอขวด รัดหนังยางจุกสำลี นำไปนึ่งฆ่าเชื้อ ที่ 100 องศา    เซลเซียล 3 ชั่งโมง แล้วนำมาพักให้เย็นในที่สะอาด
 การใส่หัวเชื้อ
            หัวเชื้อควรเลือกหัวเชื้อที่เจริญเต็มเมล็ดธัญพืชใหม่ๆ เพราะเชื้อ ในระยะนี้กำลังแข็งแรงและเจริญเติบโตรวดเร็ว สถานที่เขี่ยเชื้อเห็ด ควรเขี่ยในห้องที่สะอาดและสามารถป้องกันลมได้เพื่อช่วยลดเชื้อที่ปลอมปน ทำให้เปอร์เซ็นต์ของก้อนเชื้อที่เสียต่ำลง
            ในการเขี่ยเชื้อเห็ด ควรใช้ลวดแข็งๆ เผาไฟให้ร้อน ให้ถึงก้อนเชื้อประมาณ 15-20 เมล็ดแล้วปิดด้วยจุกสำลี เพื่อฆ่าเชื้อ แล้วกวนตี  เมล็ดข้างฟ่างให้ร่วนเพื่อสะดวกในการเทเมล็ดข้าวฟ่างลงในถุงก้อนเชื้อ การใส่หัวเชื้อเห็ดที่เลี้ยงบนเมล็ดข้างฟ่างลงและหุ้มกระดาษไว้ตามเดิม นำก้อนที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วไปพกในห้องบ่มที่สะอาด ควรฉีดยาฆ่าแมลงไว้ที่พื้น บ่มก้อนเชื้อไว้ประมาณ 25-35 วัน ต่อจากนั้นจึงย้ายไปโรงเปิดดอกและรอเก็บผลผลิต

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ประวัติความเป็นมาของพระพุทธรูปในประเทศไทย

ประวัติความเป็นมาของพระพุทธรูปในประเทศไทย
สาระสำคัญ
รู้และเข้าใจเกี่ยวกับประวัติพระพุทธรูปในประเทศไทย

ขอบข่ายเนื้อหา
                เรื่องที่  ๑  ประวัติพระพุทธรูป
             


เรื่องที่  ๑  ประวัติพระพุทธรูป
ประวัติพระพุทธรูป

พระพุทธรูป หมายถึง รูปที่สร้างขึ้นแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อกราบไหว้บูชา อาจใช้การแกะสลักจากวัสดุต่างๆ เช่น ศิลา งา ไม้ หรือวัสดุอื่นๆ นอกจากนี้ยังอาจใช้การปั้นหรือหล่อด้วยโลหะก็ได้ โดยทั่วไป คำว่า พระพุทธรูปมักจะหมายถึง รูปขนาดใหญ่พอที่จะวางบูชาได้ สำหรับรูปขนาดเล็กมักจะเรียกว่า พระเครื่อง อย่างไรก็ตาม ทั้งสองแบบสามารถเรียกว่า พระพุทธรูป ได้เช่นกัน
กำเนิดพระพุทธรูป
แต่เดิมนั้นพุทธศาสนาไม่มีรูปเคารพแต่อย่างใด ศาสนาพราหมณ์ หรือ ฮินดู ซึ่งมีมาก่อนศาสนาพุทธ ก็ไม่มีรูปเคารพเป็นเทวรูป เช่นกัน หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ผู้ที่เลื่อมใสในพุทธศาสนา อยากจะมีสิ่งที่จะทำให้รำลึกถึง หรือเป็นสัญลักษณ์ขององค์ศาสดา เพื่อที่จะบอกกล่าวเล่าขาน เรื่องราวขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ทรงศึกษาค้นคว้าหาทางดับทุกข์ และทรงชี้แนะสอนสั่งผู้คน ถึงการปฏิบัติเพื่อให้บรรลุถึงความเป็นอยู่ ที่ก่อให้เกิดความผาสุกในหมู่มวลมนุษย์และสิ่งมีชีวิตในโลก
คราวแรกนั้นชาวพุทธก็ได้แต่นำเอาสิ่งของอันได้แก่ ดิน น้ำ และกิ่ง ก้าน ใบโพธิ์ จากบริเวณสังเวชนียสถาน ๔ แห่ง คือ สถานที่ประสูติ (ลุมพินีวัน),ตรัสรู้ (พุทธคยา), ปฐมเทศนา (พาราณสี) และปรินิพพาน (กุสินารา) เก็บมาไว้เป็นที่ระลึกบูชาคุณพระพุทธเจ้า
ล่วงมาถึงในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พุทธศาสนูปถัมภกที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่ง เมื่อ ๒,๒๐๐ปีก่อน หรือหลังจากการดับขันธ์ของพระพุทธเจ้ามา ๓๐๐ ปี พระเจ้าอโศกมหาราช ได้ทรงส่งสมณะทูต จำนวน ๕๐๐ รูป ไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายังเมืองตักศิลา แคว้นคันธาราฐ จึงมีชื่อเสียงในฐานะเป็นเมืองที่ประสิทธิประสาทวิทยาการต่าง ๆ นับว่า "เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกทางพระพุทธศาสนา" แต่ก็ยังไม่มีรูปเคารพแทนพระพุทธเจ้าที่เป็นรูปคน
พระพุทธรูป หรือ รูปเคารพแทนพระพุทธเจ้า เริ่มมีการสร้างขึ้นมาตั้งแต่ระหว่าง พ.ศ. ๕๐๐ ถึง ๕๕๐ เมื่อชาวกรีก ที่ชาวชมพูทวีป (อินเดียโบราณ) เรียกชาวต่างแดนว่า "โยนา" หรือ "โยนก" โดยพระเจ้าเมนันเดอร์ที่ ๑ หรือ พระเจ้ามิลินท์ กษัตริย์เชื้อสายกรีก ยกทัพกรีกเข้ามาครอบครองแคว้นคันธาราฐ (ปัจจุบันเป็นดินแดนของอัฟกานิสถาน) จากนั้นพระองค์ก็แผ่อาณาเขตไปทั่วบริเวณด้านตะวันตกเฉียงเหนือของชมพูทวีป และสร้างเมืองหลวงเป็นที่ประทับ ณ เมืองสากล (Sakala) หลังจากที่ได้พบพระสงฆ์ท่านหนึ่งนามว่า นาคเสน จึงมีเรื่องราวแห่งการตั้งคำถามของพระเจ้ามิลินท์ต่อพระนาคเสน จนทำพระเจ้ามิลินท์ ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา (คำถามคำตอบปุจฉาวิสัชนา ซึ่งถูกเขียนบันทึกเป็นหนังสือและแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงมาก เรื่องนี้ก็คือ มิลินทปัญหา - The Milinda Panha or The Questions of King Minlinda) ได้มีการสร้างสถาปัตยกรรม และประติมากรรมทางพุทธศาสนามากมายในแคว้นคันธาราฐ ซึ่งการสร้างพระพุทธรูปนั้นมีลักษณะต่างๆ ตามพุทธประวัติ (ปางพระพุทธรูป)
พระพุทธรูปรูปแรกจึงเกิดขึ้นในสมัยของพระเจ้ามิลินท์ หรือเมนันเดอร์ที่ 1 ชาวกรีกที่มาครอบครองแคว้นคันธาราฐ เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๖ หรือ ๒,๐๐๐ปีที่แล้วนั่นเอง พระพุทธรูปที่เกิดขึ้นครั้งแรกจึงเรียกรูปแบบของพระพุทธรูปนี้ว่า แบบคันธาราฐ โดยถ่ายแบบอย่างเทวรูปที่พวกชาวกรีกนับถือกันในยุโรปมาสร้าง พระพุทธรูปแบบคันธาราฐจึงมีใบหน้าเหมือนฝรั่งชาวกรีก จีวรก็เป็นริ้วเหมือนเครื่องนุ่งห่มของเทวรูปกรีก และต่อมาในภายหลัง ราวพุทธศตวรรษ ที่ ๔-๑๒ มีคตินิยมสร้างพระพุทธรูปเป็นขนาดเล็กๆ (พระเครื่อง) บรรจุไว้ในพุทธเจดีย์